An deiner Seite (By Your Side) I
: FUJOIN K. Rackบทที่ 10 (ต่อ)พวกผมดื่มกันเล็กน้อยก่อนที่จะแยกย้ายกันเข้านอน กุสตัฟใช้ช่วงเวลาที่จอร์ชอาบน้ำเข้ามาหาผมและ
แน่นอน ดูจากสีหน้าก็รู้ว่าไม่ได้มาเรียกให้ผมไปร่วมวง 3P กับเขาและจอร์ชแน่ๆ (แล้วผมก็ไม่ได้หวังด้วย)
ผมพยักพเยิดหน้าเป็นเชิงอนุญาตให้ร่างเล็กเข้าไปในห้องได้ตามสบายก่อนที่จะปิดประตูและพาตัวไปนั่งที่เก้าอี้สานข้างกระจกบานใหญ่
ม่านรูดเปิดไว้สุดริมทั้งสองด้าน เผยให้เห็นเบอร์ลินยามค่ำคืนที่แสนอึกทึกลงไปหลายช่วงชั้นตึก
กุสตัฟนั่งสบายๆที่เตียง ในมือเปิดกระป๋องเบียร์ที่เพิ่งหยิบออกมาจากตู้เย็นในห้องของผมตอนเข้ามา
“นายถามว่าทำไมฉันถึงรู้จักบิล..” กุสตัฟเป็นฝ่ายเปิดปาก เขาเอ่ยอย่างไม่รีบร้อน
ยกเบียร์ขึ้นดื่มอีกอึกก่อนจะพูดต่อ “...รู้มาก่อนรึเปล่าว่าฉันรู้จักเขา”
“.....................” ผมนิ่งงันอย่างจนปัญญา รู้ดีว่าถึงจะตอบปฏิเสธ กุสตัฟก็คงไม่เชื่อ
และก็ไม่ใช่สถานการณ์ที่จะตอบรับได้โดยดี
“ทอม...” คราวนี้กุสตัฟเงยหน้าจากกระป๋องเบียร์ มองผมด้วยสายตาจริงจัง
“...เลิกยุ่งกับบิลซะ”ผมใจเย็นไม่ไหวแล้ว คุณก็น่าจะรู้ แต่ก็พยายามควบคุมมันไว้เต็มที่
โอเค อารมณ์ที่แทบจะไม่เปลี่ยนแปลงของกุสตัฟทำให้เขาได้เปรียบกว่าผมมาก
“ทำไมฉันจะต้องทำตามคำสั่งนาย?”
“นี่ ทอม” กุสตัฟลุกจากเตียง เดินเข้ามายืนตรงหน้าและโดยไม่ทันตั้งตัว คอเสื้อของผมก็ถูกกระชากโดยร่างนั้น
ผมไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อนเลย หมายถึง...จากกุสตัฟ แต่ใบหน้าของเขาไม่ได้แสดงอารมณ์อะไรออกมามากไปกว่าหน้าตาปกติ
เพียงแต่ว่ามันไม่เหมือนเขาคนเดิมที่มักจะแย้มยิ้มอยู่เสมอก็เท่านั้น
“นายอาจจะไม่รู้ และฉันก็คิดว่าบิลคงไม่ได้บอก” เขากดหน้าลงมาใกล้ผมอีก “...บิลไม่ใช่ของนาย เลิกยุ่งกับเขาซะ”
คราวนี้ผมไม่ยอมให้เขาพูดจาไม่เข้าหูต่อไปแน่ ยอมรับว่าผลักจนเต็มแรง
แต่กุสตัฟก็ไม่มีปฏิกิริยาอะไรนอกจากยอมปล่อยมือจากคอเสื้อโดยดี
“บิลเป็นของฉัน! แล้วก็จะไม่ยอมให้ใครแย่งเขาไป!!”
กุสตัฟยกนิ้วข้างหนึ่งขึ้นทาบปากเป็นเชิงให้เบาเสียงลงบ้าง ท่าทางนั่นมันน่ากวนโมโหซะจริง!
พูดเรื่องพรรค์นี้ออกมาแล้วยังกล้าทำท่าเหมือนกับว่าผมใจร้อนเกินไปอีก
“ไม่ ทอม ฉันว่านายเข้าใจผิดไปหน่อย” กุสตัฟจ้องมองผมตรงๆ “บิลเป็นของฉัน และคนที่กำลังแย่งชิงก็คือ นาย”
“หนอย!” ผมรี่เข้าปล่อยหมัดใส่ข้างแก้มของอีกฝ่าย
แต่เสียงตุบที่ได้ยินก็เป็นแค่เสียงจากหมัดกระทบกับฝ่ามือของกุสตัฟที่ยกขึ้นมากันไว้ได้ทัน...อย่างไม่ใช่เรื่องลำบากอะไรเลย
“อย่าน่า ทอม ฉันไม่อยากให้นายกับจอร์ชทะเลาะกัน” เขาดันมือของผมกลับ แน่นอน ถ้าผมทำให้กุสตัฟบาดเจ็บ จอร์ชไม่อยู่เฉยแน่
เหมือนกับผมที่จะไม่ปล่อยให้คนที่ทำร้ายบิลลอยหน้าอยู่ได้นั่นแหละ “...งั้นนายลองถามบิลสิ ว่าเขาจะเลือกใครได้?”
ผมกำหมัดแน่นข้างตัว นึกถึงคำพูดของบิล
‘แบบ...มันก็เหมือนๆกับพ่อกับลูก ไม่สิ เหมือนผู้ถูกครอบครองมากกว่า โดยผู้สร้างน่ะ...’
ใจเย็น...ใจเย็นๆเอาไว้ ผมบอกตัวเองหลายสิบรอบ
นั่นเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ แน่นอนอยู่แล้ว เพราะผมก็ไม่เคยคิดว่าการปล่อยให้บิลตายไปตั้งแต่ตอนนั้นเป็นเรื่องที่ดีกว่า
บิลก็บอกอยู่แล้วว่านั่นไม่เกี่ยวข้องกับความตั้งใจ เพราะถ้าเจ้าตัวเลือกได้
บิลจะเลือกผม...ผมแน่ใจ
“นายไม่ใช่เจ้าของ” ผมเอ่ยเสียงเย็น ราบเรียบและสงบนิ่งพอๆกับเลือดในตัว “ก็แค่...ครอบครองบิลได้โดยที่เจ้าตัวไม่เต็มใจ”
บางทีนี่อาจจะเป็นอีกครั้งที่ผมโกรธได้ขนาดนี้...ขนาดที่จะทำให้หัวเย็นลงได้
“...ไม่ว่าบิลจะตอบคำถามนั่นยังไง สิ่งที่เป็นของฉัน...ก็เป็นของฉันอยู่วันยังค่ำ”
กุสตัฟยิ้มอย่างล้อเลียน เขาหันหลังกลับอย่างยอมแพ้ ก็แค่ในตอนนี้ ผมรู้ว่าเรื่องนี้จบไม่สวยแน่ๆ
“ฉันบอกแล้วว่าช่วงนี้นายพูดอะไรที่ไม่น่าเชื่อได้บ่อยๆ” เขาเดินต่อไปทางประตูอีกสองสามก้าวก่อนจะหยุด
กระดกเบียร์ขึ้นดื่มรวดเดียวหมดก่อนจะปล่อยกระป๋องเปล่าลงถังขยะข้างเท้า
“อยากจะรู้นักว่าอะไรที่เป็นของนาย...” เขาเดินต่อไปที่ประตู เปิดมันออกและปิดลง
“...อยากรู้จริงๆว่าจะมีอะไรที่ฉันไม่มีสิทธิ์ทวงคืน” เขาทิ้งคำพูดน่าต่อยไว้แล้วหายไปกับความอึกทึกทั้งหมดที่เคยมีอยู่ในห้อง
ผมหงายหลังลงกับเตียงอย่างอ่อนล้า เวลาแค่สิบ...ไม่สิ อาจจะแค่ห้านาที สูบพลังชีวิตผมไปหมดเกลี้ยง ผมกำมือแน่นกับอกเสื้อ
...คำถาม...ที่ไม่กล้าถาม
ถึงจะมั่นใจแค่ไหน แต่ก็ทนไม่ได้หรอกถ้าบิลจะตอบกลับมาว่า ‘กุสตัฟ’ เข้าใจดีว่าหัวใจที่อยู่กับตัวนี่เป็นของบิล
แต่ผมไม่ใจกว้างพอจะยกส่วนไหนก็ตามของเขาให้ใคร
ผมหลับตานิ่ง ชั่งใจคิดว่าจะพูดเรื่องนี้กับบิลดีไหม?
...คง..ไม่ล่ะ ยังก่อน
เพียงแค่อย่างน้อยผมอยากโทร.ไปหา ยอมให้หัวเราะก็ได้ แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้...ผมจะไม่กล้าอยู่คนเดียว
เสียงโทรศัพท์เรียกผมออกจากภวังค์ อยากจะทิ้งทุกอย่างในชีวิตแล้วกลับไปหาคนที่โทร.เข้ามาซะเดี๋ยวนี้ ผมมองภาพที่ขึ้นหน้าจอก่อนจะยิ้มบาง
...กลางอกที่เคยเจ็บแปลบหายไปอย่างกับร่ายมนต์...
“รู้ได้ไงว่าอยากโทร.ไปหา” ผมกรอกเสียงลงไปทันทีที่กดรับสาย ได้ยินเสียงบิลหัวเราะตอบกลับมา
“ฉันจะไปรู้ได้ไงเล่า!?”
“งั้นโทร.มาทำไมครับ? มิสเตอร์ทอมเพิ่งเคยเจอแฟนคลับที่โทร.มาดึกขนาดนี้นะ”
“ขอโทษครับ มิสเตอร์” เสียงปลายสายไม่เห็นมีท่าทีสำนึกผิดเลย “...พอดีคิดถึงจนทนไม่ไหว”
ผมปักหน้าผากลงกับหมอนอย่างสิ้นชีพ โธ่เอ้ย แค่ได้ยินก็ตายตาหลับ!
“คิดถึง...อยากเจอ...อยากจูบ...อยากกอด...” ผมออดอ้อนอย่างไม่อายพระเจ้า เรื่องของกุสตัฟทำให้ผมกำลังจะตาย “...อยากเข้าไป...ในตัวนาย”
ผมนึกถึงความอบอุ่นที่ห่างไกล พื้นที่แสนคับแคบแต่โอบอุ้มผมไว้ได้ทั้งหมดอย่างไม่น่าเชื่อ สูญสลายความเจ็บปวด เติมเต็มความสุขล้นปรี่
ถ้าบิลกอดเอาไว้ก็อาจจะลืมไปเลยว่ากุสตัฟเคยพูดกับผมไว้ว่ายังไง
“ทอม เป็นอะไรไป?” บิลถามกลับมา ครั้งนี้ผมรู้ว่าเขาเป็นห่วงจริงๆ
“อยากกอดนาย...”
“เอาสิ?”
คำตอบนั่นแทบจะทำให้ผมหยุดหายใจ
“บิล ฉันพูดจริงนะ”
“ก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่” บิลตอบกลับมาง่ายๆ “...คิดถึงฉันสิ ฉันจะช่วย”
“ไม่มีนายอยู่ตรงนี้ ฉัน....” ผมลังเล ไม่คิดว่าบิลจะทำได้ ใจหนึ่งก็ไม่คิดว่าตัวเองจะทำได้ด้วยเหมือนกัน
“ทอม” บิลขัดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “...ฉันอยู่ข้างตัวนายตลอดเวลา” นึกภาพรอยยิ้มนั้นไม่ยากเลย
“.................”
ผมไม่เคยช่วยตัวเองด้วยความช่วยเหลือจากใครมาก่อน แต่ยอมรับว่าเสียงของบิลข้างหูทำให้ภาพเจ้าของเสียงใต้เปลือกตาชัดเจนราวกับมีตัวตน
เรือนร่างสมส่วนเปลือยเปล่าชื้นเหงื่อ ยอดอกที่แอ่นรับรอยจูบย้ำซ้ำจนช้ำแดง เอวบางรับกับสะโพกกลมกลึงขยับยั่วเย้า หน้าท้องแบนราบปั่นป่วนสะท้านไหว
เรียวขาที่ถูกพร่างพรมจุมพิตนับไม่ถ้วน เสียงครางหวานหูเรียกชื่อไม่ขาดปาก...ราวกับสำคัญยิ่งกว่าการหายใจ
“ทอม...ฉันรู้ว่านายรักฉัน”
ผมส่งจูบผ่านโทรศัพท์แผ่วเบาก่อนจะตอบ
“ก็ไม่ผิดซะทีเดียว แต่ฉันรู้ว่านายรักฉันมาก”
“นายรักฉันมากกว่า!” บิลพูดอย่างไม่ยอมแพ้
“นายรักฉันมากกว่ามาก” ผมเองก็เหมือนกัน
...ใครจะยอมเป็นคนที่ถูกรักน้อยกว่าล่ะ!?
“ทอม!” เอาล่ะสิ เจ้าคุณหนูปลายทางเริ่มจะหาเรื่องเอาแต่ใจแน่นอนเลย น้ำเสียงแบบนี้ “นายไม่ได้รักฉันมากกว่าที่ นายบิลนั่น รักนายหรอกเหรอ?
บอกมาเลยดีกว่าว่านายจะเลือกใคร!?” บิลหัวเราะอย่างสนุก
ผมว่ามุกนี้มันก็โอเคนะ ให้เลือก
บิล กับ
บิล นี่น่ะ
“นายพูดเหมือนไม่รู้จักคาสโนว่าทอมเลยนะ บิล ฉันก็ต้องรวบสองอยู่แล้ว!?”
“นายนี่มันแย่จริงๆเลย!” บิลหัวเราะเสียงดัง
ถึงจะไม่ได้ตั้งใจแต่ผมมั่นใจว่าบิลต้องรับรู้ได้ไม่มากก็น้อยว่าผมกำลังต้องการความช่วยเหลือ เพราะเขาแทบจะไม่เคยโทร.หาผมก่อน
เหตุผลก็คือไม่อยากกวนผม แน่ล่ะ ไม่ว่าจะเป็นเวลางานหรือเวลาพักผ่อน โชคดีที่ผมกล้าโทร.ไปกวนเวลาพักผ่อนกับเวลางานของบิลบ่อยๆ เราถึงได้คุยกัน
“บิล ฉันไม่เป็นไรแล้ว” ผมแต้มเสียงโอนอ่อน “ขอบคุณ”
อยากเอ่ยคำนี้อีกสักหลายๆล้านครั้ง...อยากบอกว่าตัวตนของเขาสร้างตัวตนของผม...เลิกโดดเดี่ยวและเดินต่ออย่างมั่นใจได้ก็เพราะบิล
...อยากกระซิบข้างหู... ฮึ่ม รอให้ผมกลับไปก่อนเถอะ!
“จริงเหรอ?”
“จริง” ผมตอบชัดถ้อยชัดคำ ตัดสินใจได้แล้วว่าควรทำยังไง
อะไรก็ไม่สำคัญเท่าบิล...ผมหมายถึงอย่างนั้นจริงๆ ต่อให้แลกด้วยชีวิตเลย
“ราตรีสวัสดิ์ครับ มายบิล...ที่รักของผม” ผมตอบคำของเขาก่อนที่จะวางสาย นึกภาพตัวเองกดริมฝีปากลงกับหน้าผากของร่างในอ้อมกอด
- ผมจะไม่ยกบิลให้ใครทั้งนั้น!! -
นั่นเลย ข้อสรุป
.
.
.
งานใหม่ของเราสำเร็จด้วยดี เชื่อได้เลยว่ามันดังมาก ผมไม่ได้เข้าข้างตัวเองเท่าไรหรอกน่า อย่าตีสีหน้าเคลือบแคลงสิ!
และผมจะบอกให้ว่า นี่ล่ะ เวลาที่ต้องพิสูจน์ความอึด ตารางงานแน่นพอๆกับต้นไม้ในแบล็กฟอเรสต์ โดยเฉพาะรายการทีวีที่ต้องไปให้สัมภาษณ์พวกนั้น
ถ้าคุณไม่เจ๋งจริงก็คงคลั่งไปก่อน
คำถามซ้ำๆคำตอบเดิมๆและปั้นหน้าเอาไว้ ใช่เลยที่ต้องทำ!
“เราต้องเคลียร์ตารางทั้งหมดก่อนจะเริ่มทัวร์ ไม่งั้นจบชีวิตแน่ๆ” จอร์ชสะบัดตารางงานที่เรียงตัวสวยงามเต็มหน้ากระดาษไหวๆ
แต่ถ้าให้เลือกอีกทีผมจะไม่มองมันหรอก
“เอาเถอะ อย่างน้อยก็มีบางงานอย่างพวกนิตยสารต่างประเทศที่พอจะใช้เวลาหลังไลฟ์หรือก่อนหน้าได้
ให้ตายเถอะ! อยากได้เวลาเพิ่มอีกสักวันละ 5-6 ชั่วโมง” จอร์ชบ่นอย่างไม่จริงจังนัก แต่ผมรีดเหงื่อออกจากหน้าแทบไม่ทัน
โธ่ จอร์ช ขอเวลาให้ได้นอนบ้างเถอะน่า!
กุสตัฟยังทำตัวเหมือนเดิมจนเกรงว่าอาจมีผมคนเดียวที่เป็นบ้า
แต่การที่เขาไม่ยกเรื่องบิลขึ้นมาพูดอีกก็ยังพอให้ผมเบาใจว่าสถานการณ์ยังอยู่ในความควบคุมได้ล่ะ...มั้ง?
“อย่าบ่นนะ ทอม นี่เพื่อนายเลย” จอร์ชหันมาหาผมที่เอาแต่นิ่งเงียบ เขาอาจจะคิดว่าผมแอบบ่นในใจ
โอเค ก็นิดหน่อย แต่ถ้าย้ำบ่อยๆว่าเพื่อบิลล่ะก็ จะไม่บ่นเลยสักนิดเดียว!
“รู้แล้ว รู้แล้ว” ผมปัดมือพลางอมยิ้ม อีกแค่กว่าสองเดือนก็จะได้กลับไปหาบิล ถ้าจนกว่าจะถึงตอนนั้นลืมเรื่องของกุสตัฟไปเลยก็คงดี
ทุกอย่าง ย้ำ ทุกอย่างเลยนะ กำลังจะผ่านพ้นไปด้วยดีและงดงาม ถ้าพระเจ้าหรือซาตานจะไม่กลั่นแกล้งผมซะก่อน
จอร์ชนวดขมับตัวเองเบาๆอย่างคิดมากแต่เขาไม่ได้ต่อว่าผมสักคำที่ต้องนอนซม อีกแค่สองอาทิตย์เท่านั้น
จะว่าไปมันก็แค่อาทิตย์เดียวที่การทัวร์จะจบลง หลังจากนั้น เคลียร์งานที่เหลือให้หมดแล้วมันก็จะเสร็จสิ้น!
ผมดันป่วยขึ้นมาซะได้!!
“กุสตัฟ นายอยู่กับทอมก่อน ฉันจะไปเอายา”
จอร์ชสั่งจบก็รุดออกจากห้อง ทิ้งผมไว้กับกุสตัฟ ไม่ยอมให้ประท้วง ร่างเล็กหันมาหาผม เขายักไหล่อย่างอ่อนใจแต่แต้มยิ้ม
“ทำตัวเป็นผู้ใหญ่ทุกทีล่ะ จอร์ชน่ะ”
“ขอโทษที ฉันไม่ได้ตั้งใจจะป่วย”
“ฉันรู้ว่านายไม่ได้ตั้งใจหรอก!” เขาหัวเราะขณะเดินไปเปิดตู้เย็น หยิบโคล่าขึ้นมาเปิด “เชื่อจอร์ชเถอะน่า เขาไม่ทำให้โปรแกรมของนายต้องเลื่อนหรอก
นายเลื่อนวันเกิดตัวเองไม่ได้นี่ ,ใช่ไหม?” กุสตัฟยกกระป๋องขึ้นเป็นเชิงถาม ผมพยักหน้าตอบอย่างเสียไม่ได้ ไม่อยากให้พูดถึงอะไรก็ตามที่จะโยงไปเรื่องบิล
ผมอยากกลับไปคุยเรื่องนี้กับบิลก่อน
แต่ดูเหมือน นั่นล่ะ ประเด็น…
“จะรีบกลับไปหาบิลล่ะสิ? ก็นะ ถ้าไม่ตายซะก่อน”
“หมายความว่าไง?” ผมว่าคำพูดนั่นฟังดูไม่ดีนัก แต่ผมไม่คิดว่าจะหมายถึงการฆาตกรรมหรอก แค่แอบหวั่นใจ..เล็กน้อยเท่านั้นเอง
“หือ?” เขาหันมาอย่างไม่มีพิษมีภัย โธ่เอ้ย ผมรู้สึกเกลียดตัวเองชะมัด
ที่ต้องคอยมองกุสตัฟอย่างพินิจพิจารณาทั้งที่มันเคยเป็นใบหน้าของคนที่ผมจะมองด้วยความรู้สึกยังไงก็ได้
หรือมองโดยไม่ต้องมีความรู้สึกอะไรอยู่ในหัวเลยก็ได้
กุสตัฟหรี่ตากับแสงแดดก่อนจะตอบ “...ต้องถูกเร่งงานกันจนไม่ได้นอนแน่ นายคิดว่าเราจะรอดตายจากตารางนรกนั่นได้เรอะ?”
“.....นั่นสิ” ผมลอบถอนหายใจ
“...................” ผมหันไปมองกุสตัฟที่จ้องผมเงียบ เขาคลายคิ้วขมวดของตัวเองพลางถอนหายใจ “นายดูไม่เหมือนคนเดิมเลย ทอม”
“หา?”
“นายกำลังหนีอยู่นี่ เรื่องบิลน่ะ”
ผมสะอึกอย่างแทงใจ ไม่นึกว่าจะถูกพูดใส่ ถึงจะคิดว่ากุสตัฟน่าจะพอรู้ก็เถอะ
“ถ้าเป็นเมื่อก่อนนายไม่ปล่อยให้คาใจหรอก” กุสตัฟยกโคล่าขึ้นดื่ม ดวงตาที่จ้องมาทำให้ผมไม่กล้าหลบ “...ว่าไง? จะเคลียร์กันเลยรึเปล่า?”
ผมไม่เกี่ยงหรอกที่จะถูกรุกคืบบ้าง แต่ไม่ยอมให้รุกฆาตแน่
“เอาสิ? ว่าไงล่ะ”
“ฉันบอกแล้วว่าให้นายเลิกยุ่งกับบิล…”
“นายคิดว่าฉันจะเชื่อฟังนายจริงๆเหรอ?” ผมยันตัวลุกขึ้นนั่ง หัวหมุนนิดหน่อยแต่ก็ช่างมัน “...นายไม่ได้รักบิลนี่ นายมีจอร์ช แล้วทำไมถึงต้องรั้งบิลไว้”
ร่างนั้นยักไหล่อย่างขอไปที
“มันไม่เกี่ยวหรอก ทอม ว่าฉันจะรักบิลรึเปล่า หรือฉันจะมีจอร์ชอยู่หรือไม่มี แต่บิลเป็นคนของฉัน และก็ไม่สามารถยกให้นายครอบครองได้ง่ายๆ”
“แปลว่าไม่ง่ายก็ได้งั้นสิ?” ผมหรี่ตาอย่างไม่คิดว่าจะได้คำตอบที่ดี
“ก็หมายถึงความตายของบิลล่ะนะ” คำตอบของเขาไม่ได้ต่างกับที่ผมคิดเอาไว้ แม้มันจะเป็นหนึ่งในกรณีที่จัดว่าเลวร้ายที่สุดก็ตาม
อ้อ แน่นอน...รวมถึงเรื่องต่อมาด้วย “และของนาย..ทอม ถ้ายังดื้อด้าน”
“งั้นก็ไม่น่าจะต้องเตือนเลยนะ เพราะบิลสำคัญกว่าชีวิตของฉันซะอีก” ผมมองตอบสายตาของเขาตรงๆ เรื่องหนีปัญหาผมไม่ค่อยถนัด
ถ้าไม่ทำให้ชัดเจน ชีวิตผมคงยุ่งเหยิงเพราะเรื่องผู้หญิงไปนานแล้ว
“ฉันก็ไม่ได้อยากฆ่าใครนี่” ทางนั้นเบะปากอย่างไม่พอใจ แต่ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าสิ่งที่เขาพูดเป็นเรื่องยาก ผมหมายถึง การฆ่าคน
ให้ตายเถอะ! ถ้ายังมีแรง ผมจะกระโดดตบหัวเข้าให้
“แล้วไง? ถ้าฉันบอกว่าจะไม่เลิกยุ่งกับบิล นายก็จะจัดการฉันงั้นเหรอ?”
“คงงั้น” กุสตัฟแบะมืออย่างไม่มีทางเลือก “แต่ว่านะ ทอม ถ้าเป็นไปได้ก็อยากหาทางอื่น ฉันบอกแล้วว่าไม่ได้อยากฆ่าใคร
แน่นอน รวมถึงบิลที่รุ่นก่อนช่วยไว้แล้วก็..เป็นคนรักของนายด้วย”
“หลังจบทัวร์ ฉันจะกลับไปที่ลอนดอน นายค่อยตามไป โอเค? เราจะคุยกันให้มันจบเรื่อง หาข้อสรุป...ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง”
กุสตัฟพยักหน้าคล้อยตาม ผมย้ำ
“นายก็ไม่อยากให้จอร์ชรู้เรื่องใช่ไหม? หาเรื่องแยกตัวไปที่นั่นแล้วกัน และไม่ว่าจะเพื่อใครก็ตามในวงเรา
แต่ฉันต้องหายป่วยแล้วเราไปลุยทัวร์กับตารางงานมหาโหดนั่นให้จบ”
เราเงียบไปอย่างพอใจ อย่างน้อยสำหรับผมแล้ว ยืดเวลาให้ได้คิดอีดนิดก็ยังดี บางทีถ้ามันยังไม่ใช่โอกาสที่ดี ทางออกคงหาไม่ได้ยามที่ความคิดยังไม่เปิด
เวลาอาจเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยได้ และตอนนี้ผมก็เดาอะไรไม่ออกเลยสักอย่าง
หลังจากนั้น ผมหายดีและทำงานได้ตามปกติ ไม่สิ เรียกว่าบ้าพลังผิดปกติคงจะถูกกว่า
ใช่ พวกผมต้องจัดการตารางด้วยพลังปิศาจที่หลับใหลอยู่ในตัว...จนลืมคิดถึงเวลาว่างเลยล่ะ
(ไม่มีมนุษย์คนไหนทำได้แน่ พวกผมต้องแปลงร่างก่อน...ร่างที่จอร์ชเป็นมาตลอดชีวิตของเขา!)
ดูจอร์ชจะพอใจที่ผมไม่ปริปากบ่นเลยแม้แต่น้อย ไม่! แม้แต่จะอ้าปากทักท้วงใดๆ
เขาอาจจะคิดว่าตัวเองแพร่เชื้อบ้างานให้ผมได้บ้างแล้ว แต่ว่านะ จอร์ช อย่าให้ถึงเวลาแวบของฉันบ้างเถอะ!
“ยินดีด้วยกับลมหายใจของพวกนาย” จอร์ชยกแก้วเบียร์ขึ้นสูง เราอยู่ในร้านอาหาร รอบตัวมีสต๊าฟทั้งหมดกระจายอยู่ตามโต๊ะ
ในที่สุดทุกอย่างก็จบลง แต่พลังชีวิตของผมและกุสตัฟเหลือน้อยเต็มที เราหันหน้าโหลๆใส่กัน ปากแทบจะยานถึงคาง
มือไม่มีแรงยกแก้วหรือจับช้อนส้อม ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นร่างกายที่ยังหายใจได้
“เฮ้ ร่าเริงกันหน่อย? ทอม นายกำลังจะได้ไปหาบิล และกุสตัฟ เราจะได้ไปเที่ยวกันไง?” ร่างตรงหน้าผมเลิกคิ้วและยกเบียร์ขึ้นดื่มสบายอารมณ์
ถึงจะพูดอย่างนั้นก็ใช่ว่าเขาจะแปลกใจกับสภาพของเราเท่าไรหรอก
ยืนยันอีกครั้งเถอะ จอร์ช ว่านายดีใจกับวันหยุดได้จริงๆ!?
ผมกระพริบตาปริบๆพลางจรดริมฝีปากเข้ากับขอบแก้ว เบียร์เย็นเฉียบไหลเอื่อยลงคอ
นุ่มนวล...แต่รุ่มร้อน
ถ้าบอกว่าเบียร์นี่คือ ‘บิล’ ก็พอจะทำใจให้เชื่อได้สักครึ่งหนึ่ง ผมพยักหน้ากับตัวเองพลางย้ำกับลมหายใจว่า จะได้ไปหาบิลแล้ว (อย่าเพิ่งหยุดไปซะก่อนล่ะ เพื่อนยาก!)
ผมดื่มรวดเดียวหมดแก้วแล้ว ‘บิล’ สีพระจันทร์ ฟองนุ่ม ถูกเติมเต็มอย่างรวดเร็วโดยพนักงานเสิร์ฟสาวสวย
“...แด่บิล” ผมพูดลอยๆกับตัวเอง เสียงก็ดังพอจะทำให้จอร์ชยกเบียร์ขึ้นชูให้เป็นเชิงขอดื่มให้บิลด้วยได้
ผมพยายามไม่มองไปทางกุสตัฟ เห็นด้วยหางตาว่าเขาอาจจะยกแก้วขึ้นให้ผมบ้างอย่างช่วยไม่ได้
แต่ตอนนี้ไม่มีอะไรสำคัญเท่าผมจะได้กลับไปหาบิล!
.
.
.
to be continue บทที่ 11**Talk**
เอามาอัพแล้วคับ *โค้ง*
เริ่มเบื่อกันรึยังคับเนี่ย

คราวหน้าก็บทที่ 11 แล้ว เล่มนี้จบที่ 13 บทคับ
ติดตามอ่านกันต่อไปก่อนน้า... *น้ำตาคลอ* // *กอดรวบ*
yuushuunoreien เขียน:
เคยคิดจิ้นเหมือนกันแต่สลับตำแหน่งกับแร็คคุงแฮะ
พอดีคิดว่าหมีกุสแมนกว่าแต่ไม่เป็นไร 5555+ รับได้
เหรอคับ (หัวเราะ) เห็นแบบนั้นแต่จริงๆแล้วหมีกุสเป็นคนอ่อนไหวออกนะ ส่วนจอร์ชก็ออกจะแฟมิลี่แมนน่ะ
ผมก็เลยคิดว่าคู่นี้น่าจะไปกันได้ดี แต่ก็คงมีเรื่องทะเลาะกันไม่น้อยแน่ๆเลย (ขำ)
เวลาเห็นจอร์ชขับรถ แล้วหมีกุสนั่งเป็นตุ๊กตาหน้ารถไปเที่ยวด้วยกัน มันก็รู้สึกว่า...อา คู่นี้น่ารักจังเลยนะ! ,,=w=,, *ทำหน้าเคลิ้ม*